Monday, Dec 09th

Last update04:40:28 PM

  • PDF

เครื่องยนต์และส่วนประกอบทั่วไป

เครื่องยนต์เป็นต้นกำลังของเครื่องมือทุ่นแรงในการเกษตรตลอดจนรถแทรกเตอร์ และรถไถเดินตาม โดยทั่วไปคือเครื่องยนต์จุดระเบิดภายใน กำลังที่ได้จากเครื่องยนต์จะถูกถ่ายทอดไปยังชิ้นส่วน และระบบต่างๆ เช่น ล้อ เพลาอำนวยกำลัง เพื่อใช้ในการฉุดลากและขับเคลื่อนอุปกรณ์ทางการเกษตรต่างๆ เช่น เครื่องพ่นสารเคมี ไถ
เครื่องยนต์สามารถแบ่งออกได้ตามชนิดของน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้ ถ้าใช้น้ำมันเบนซินเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง เรียกว่าเครื่องยนต์เบนซิน ถ้าใช้น้ำมันดีเซลเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง เรียกว่าเครื่องยนต์ดีเซล
ส่วนประกอบที่สำคัญของเครื่องยนต์ได้แก่

อ่านเพิ่มเติม...

  • PDF

เครื่องยนต์เบนซิน

เครื่องยนต์เบนซิน 4 จังหวะ ( 4 Cycle Gasoline Engine )

โครงสร้างพื้นฐานของเครื่องยนต์เบนซิน 4 จังหวะ 
เครื่องยนต์เบนซิน 4 จังหวะ สามารถจัดแบ่งกลุ่มชิ้นส่วนโครงสร้างที่เป็นพื้นฐานของเครื่องยนต์ได้ดังนี้

ลักษณะพื้นฐานของเครื่องยนต์เบนซิน 4 จังหวะ

1. เสื้อสูบกับกระบอกสูบและห้องเพลาข้อเหวี่ยง เป็นชิ้นส่วนเครื่องยนต์ที่เป็นโครงสร้างหลักสำหรับยึดชิ้นส่วนอื่นๆของเครื่องยนต์

2. กลไกลูกสูบและข้อหมุนเหวี่ยง (Piston & Cranking Mechanism) ประกอบด้วย ลูกสูบ ก้านสูบ เพลาข้อเหวี่ยง และล้อช่วยแรงซึ่งเป็นชิ้นส่วนเคลื่อนที่ของเครื่องยนต์ที่รับความดันจากการเผาไหม้ในห้องสูบแล้วเปลี่ยนเป็นแรงกระทำบนหัวลูกสูบ ไปส่งต่อผ่านก้านสูบไปกระทำที่ก้านหมุนเพลาข้อเหวี่ยงทำให้เพลาข้อเหวี่ยงหมุนอย่างเรียบจ่ายแรงบิดออกไปใช้งาน

อ่านเพิ่มเติม...

  • PDF

เครื่องยนต์ดีเซล

เครื่องยนต์ดีเซล 4 จังหวะ (4 Cycle Diesel Engine)
เครื่องยนต์แบบนี้ มีการทำงานแบ่งออกเป็น 4 จังหวะ คือ จังหวะดูด จังหวะอัด จังหวะระเบิด และจังหวะคาย การทำงานทั้ง 4 จังหวะของลูกสูบเท่ากับการหมุนของเพลาข้อเหวี่ยง 2 รอบ
เครื่องยนต์ดีเซลมีหัวฉีดที่ทำหน้าที่ฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงให้กระจายเป็นฝอยเล็กๆ เข้าไปในกระบอกสูบ เพื่อผสมกับอากาศที่ถูกอัดภายในกระบอกสูบที่มีความดันและอุณหภูมิสูงพอเหมาะ และจะเกิดระเบิดเอง
การทำงานของเครื่องยนต์ดีเซล 4 จังหวะ มีดังนี้
1. จังหวะดูด (Suction Stroke) ลูกสูบจะเคลื่อนที่ลง ลิ้นไอดีจะเปิด และลิ้นไอเสียจะปิด ขณะที่ลูกสูบเคลื่อนที่ลงจะเกิดสุญญากาศภายในกระบอกสูบทำให้เกิดการดูดเอาอากาศเพียงอย่างเดียวเข้ามาในกระบอกสูบ เมื่อลูกสูบเคลื่อนที่ลงจนถึงจุดศูนย์ตายล่าง ลิ้นไอดีจะปิดเพื่อป้องกันไม่ให้อากาศหนีออกไป

อ่านเพิ่มเติม...

  • PDF

น้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์

น้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ (อังกฤษ: motor oil, engine oil) หรือเรียกกันโดยทั่วไปว่า น้ำมันหล่อลื่น หรือ น้ำมันเครื่อง ประกอบไปด้วย 2 ส่วนที่สำคัญคือ น้ำมันพื้นฐาน และสารเพิ่มคุณภาพ น้ำมันเครื่องมีหน้าที่ลดแรงเสียดทานของวัตถุชิ้นที่เสียดสีกัน ระบายความร้อนของเครื่องยนต์ เคลือบช่องว่างระหว่างผิวสัมผัส ทำความสะอาดเขม่าและเศษโลหะภายในเครื่องยนต์ ป้องกันการกัดกร่อนจากสนิมและกรดต่างๆ และป้องกันกำลังอัดของเครื่องยนต์รั่วไหล เป็นต้น
แหล่งที่มาของน้ำมันพื้นฐานที่ใช้ทำมันเครื่องมี 3 แหล่งคือ

  1. น้ำมันที่สกัดจากพืช
  2. น้ำมันที่สกัดจากน้ำมันดิบ
  3. น้ำมันสังเคราะห์ น้ำมันชนิดนี้จะให้คุณภาพของน้ำมันเครื่องที่ดีที่สุด
  4. น้ำมันหล่อลื่น

Lube Oil , Lubricating Oil ผลิตภัณฑ์ ที่ได้จากการกลั่น น้ำมันดิบ มีช่วงจุดเดือดระหว่าง 380-500 องศาเซลเซียส และเติมสารเพิ่มคุณภาพต่างๆ ในปริมาณเล็กน้อยเพื่อปรับปรุงสมบัติให้เหมาะสมสำหรับใช้งานหล่อลื่นแต่ละอย่าง เช่น ความหนืดโดยเยื่อบางๆ หรือเนื้อครีม ของน้ำมันหล่อลื่นจะเคลือบอยู่ระหว่างผิวของชิ้นส่วน 2 อย่าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชิ้นส่วนโลหะที่มีการเคลื่อนไหวผ่านไปมา ทำหน้าที่ป้องกันการเสียดสีกันโดยตรง ขณะเดียวกันจะช่วยทำความสะอาด และระบายความร้อน โดยช่วยระบายความร้อนจากเครื่องยนต์ได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ แอดดิทีฟอื่นๆ ที่มักผสมลงไปด้วย ได้แก่ สารป้องกันสนิม และการกัดกร่อน

อ่านเพิ่มเติม...

  • PDF

วาล์วยันและวาล์วรั่ว

วาล์วเป็นชิ้นส่วนสำคัญชิ้นหนึ่งที่ควบคุมการไหลของไอดีและไอเสีย ที่เข้าและออกจากกระบอกสูบ กระบวนการสันดาปของเครื่องยนต์จะเริ่มขึ้น เมื่อวาล์วไอดีเปิด อากาศที่ผสมกับเชื้อเพลิง หรือที่เรียกกันว่า ไอดี นั้นจะผ่านตรงเข้าไปยังกระบอกสูบ หลังจากนั้นการสันดาปจะเกิดขึ้นจากการจุดระเบิดของหัวเทียน หลังจากเกิดการสันดาปแล้ว อากาศร้อนที่เกิดจากการเผาไหม้จะผ่านออกจากกระบอกสูบ โดยผ่านทางช่องของวาล์วไอเสียที่เปิดออก  ในระหว่างการปิดของวาล์ว จะเกิดแรงกระแทกและการเสียดสี ระหว่างหน้าสัมผัสของวาล์วและบ่าวาล์ว ซึ่งจะนำไปสู่การสึกหรอของวาล์วและบ่าวาล์ว  เมื่อการสึกหรอเกิดขึ้น ผลที่ตามมาคือระยะห่างระหว่าง ปลายสุดของก้านวาล์วและแคมชาร์ฟ ลดลงหรือที่เรียกกันว่า “วาล์วยัน”  ที่แสดงให้เห็นดังรูป  ระยะห่างของ ปลายสุดของก้านวาล์วและแคมชาร์ฟ จะมีระยะที่สามารถยอมรับได้อยู่ ถ้าเพี้ยนไปจากค่ามาตรฐาน  ช่วงเวลาของการเปิด – ปิดของวาล์วจะไม่ถูกต้อง คือ วาล์วไอเสียจะถูกกำหนดให้เปิดเมื่อการเผาไหม้เกิดขึ้นเสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่เมื่อระยะห่างของก้านวาล์วและแคมชาร์ฟลดลง จะทำให้วาล์วไอเสียเปิดก่อนเวลา ดังนั้นจะทำให้กระบอกสูบสูญเสียกำลังอัดเนื่องมาจากการไหลออกของไอเสีย และหน้าสัมผัสของวาล์วและบ่าวาล์วนั้นก็จะต้องรับกับความร้อนที่สูงมากกว่าที่ควรจะเกิดขึ้นตามปกติ ซึ่งจะส่งผลให้การสึกหรอนั้นเกิดเร็วและมากขึ้นอีก จนถึงหน้าสัมผัสของวาล์วเสียรูปอย่างถาวร ทำให้เกิดไหลออกของไอเสียตลอด  จึงทำให้ลูกสูบในกระบอกสูบนั้นเป็นภาระของกระบอกสูบอื่นที่ยังทำงานปกติ หรือ มีการสึกหรอน้อยกว่า เครื่องยนต์จะสูญเสียกำลัง อัตราเร่ง และ จนเกิดการดับของเครื่องยนต์เมื่อทำงานอยู่ในรอบเดินเบาได้   การสึกหรอของวาล์วและบ่าวาล์วจะเกิดขึ้นเร็วขึ้นอีก เมื่อเครื่องยนต์ที่ถูกออกมาเพื่อให้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง แต่ถูกเปลี่ยนแปลงไปใช้ ก๊าซ LPG และ NGV เป็นเชื้อเพลิง เพราะการสันดาปขอก๊าซ LPG และ NGV นั้นเป็นการสันดาปที่เกิดความร้อนสูงและแห้งกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง  ด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงถูกฉีดเป็นละอองผสมไปกับอากาศ เรียกว่า “ไอดี” นั้น แพร่กระจายเข้าไปในกระบอกสูบ เป็นตัวช่วยลดความร้อนของชิ้นส่วนภายในกระบอกสูบ รวมถึงบ่าวาล์วไอเสียด้วย ซึ่งช่วยลดความร้อนได้ดีกว่า “ไอดีที่ถูกผสมด้วยไอของ ก๊าซ LPG และ NGV”   นอกจากไอของน้ำมันเชื้อเพลิงจะช่วยลดความร้อนของบ่าวาล์วไอเสียแล้วยังมี Liquid-film บนหน้าสัมผัสของบ่าวาล์วนั้นด้วยเป็นการลดการสึกหรอที่เกิดจากการเสียดสีของหน้าสัมผัสบ่าวาล์วด้วย

 valve damagevalve damagevalve damage
valve damage

You are here บทความ